วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์


สาธารณรัฐฟินแลนด์


ประเทศฟินแลนด์ (Finland) มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐฟินแลนด์ เป็นประเทศในกลุ่มนอร์ดิก ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป เขตแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้จรดทะเลบอลติก ทางด้านใต้จรดอ่าวฟินแลนด์ ทางตะวันตกจรดอ่าวบอทเนีย ประเทศฟินแลนด์มีชายแดนติดกับประเทศสวีเดน นอร์เวย์ และรัสเซีย สำหรับหมู่เกาะโอลันด์ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้นั้น อยู่ภายใต้การปกครองของฟินแลนด์ แต่เป็นเขตปกครองตนเอง เคยถูกรัสเซียยึดครองและเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของ
รัสเซีย

ฟินแลนด์มี ประชากรเพียง 5 ล้านคน ในพื้นที่ 338,145 ตารางกิโลเมตร นับว่ามีประชากรที่เบาบาง แต่มีดัชนีการพัฒนามนุษย์ตามสถิติของสหประชาชาติ พ.ศ. 2549 อยู่ในลำดับที่ 11 ฟินแลนด์เคยเป็นส่วนหนึ่งของสวีเดนหลายศตวรรษ หลังจากนั้นก็อยู่ภายใต้จักรวรรดิรัสเซียจนถึงปี พ.ศ. 2460 ปัจจุบันฟินแลนด์เป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย
ภาษาฟินแลนด์เป็นหนึ่งใน ภาษาราชการไม่กี่ภาษาของสหภาพยุโรป ที่ไม่ได้มีต้นกำเนิดเป็นกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปียน ร่วมกับภาษาเอสโตเนีย ภาษาฮังการี และภาษามอลตา


ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมพื้นเมือง

         มีการค้นพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามนุษย์เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศฟินแลนด์ เมื่อประมาณหนึ่งหมื่นปีช่วงปลายยุคน้ำแข็ง   ช่วงก่อนคริสตกาลบรรพบุรุษของชาวฟินแลนด์เคยแผ่อาณาเขตไปถึงดินแดนทางตอนเหนือของประเทศรัสสเซียครึ่งหนึ่ง ก่อนจะขยายอาณาเขตมาทางตอนเหนือของทะเลบอลติก ช่วงปลายของยุคไวกิ้ง พ่อค้าชาวสวีเดนและบรรดาหัวหน้าชนเผ่าต่างๆได้เข้ามาทำการค้าขายในแถบทะเลบอลติก  หลังจากนั้นอีกหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษของชาวฟินด์แลนด์ต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มั่นคง เนื่องการป้องกันตนเองจากการครอบครองของอาณาจักรสวีเดนที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปแตสแตนท์ และจักรวรรดิรัสเซียที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายออโธดอกซ์  ราวศตวรรษที่สิบสองจนถึงปีคริสต์ศักราช1809(พุทธศักราช2352ประเทศฟินแลนด์ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศสวีเดน   ยาวนานถึงเจ็ดร้อยปี ประเทศฟินแลนด์ต้องเผชิญกับภาวะการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ในช่วงปีคริสต์ศักราช 1696ถึง1697หนึ่งในสามของประชากรต้องเสียชีวิตลงเพราะความอดอยาก   ช่วงทศวรรษปี1700  ประเทศก็ต้องเผชิญกับการทำสงครามกับรัสเซีย ประมาณปีคริสต์ศักราช1809(พุทธศักราช 2352) ก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศรัสเซีย   พอถึงช่วงกลางของศตวรรษที่19 กระแสความรู้สึกรักชาติแผ่กระจายไปทั่วท่ามกลางประชาชนที่ต้องการเป็นอิสระจากการปกครองของประเทศรัสเซีย  ความต้องการมีเอกราชเป็นของตนเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เนื่องจากการเสื่อมอำนาจของพระเจ้าซาร์และประเทศรัสเสียมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ในปีคริสต์ศักราช1917   สภาสูงมีมติให้ประเทศฟินแลนด์ประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 1917(ปีพุทธศักราช2450) แต่ความรุนแรงในประเทศกลับประทุขึ้นเมื่อเมื่อประเทศรัสเซีย
เมืองหลวง

เมืองเฮลซิงกิ (Helsinki) ถูกสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1550 โดยกษัตริย์กุสตาฟ วาชา แห่งสวีเดน เมื่ออดีตเฮลซิงกิไม่ใช่เมืองหลวงของฟินแลนด์ (เมืองหลวงเก่าคือตรูกู เมื่อครั้งตกเป็นเมืองขึ้นของสวีเดน ปีคศ.1809 -1812) เฮลซิงกิมาเป็นเมืองหลวงของฟินแลนด์ตั้งแต่ปีค.ศ. 1812 ในสมัยที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย ทำให้เฮลซิงกิเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ทำให้ในเฮลซิงกินั้นเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่งดงามและสถาปัตยกรรม ร่วมสมัย อีกทั้งทำเลที่ตั้งยังอยู่ท่ามกลางหมู่เกาะมากมายในทะเลบอลติก ทำให้ เฮลซิงกิได้รับฉายาว่าเป็น ธิดาแห่งทะเลบอลติกและในปีค.ศ. 2000 ที่ผ่านมา เฮลซิงกิยังได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมของยุโรปด้วยคำขวัญที่ว่า “Helsinki The high tech city where culture meets nature”



หลังจากเฮลซิงกิถูกตั้งเป็นเมืองหลวง เฮลซิงกิก็ถูกแปรสภาพจากเมืองเล็กๆที่มีประชากรเพียง 4,000 คนเป็นศูนย์กลางการปกครองของฟินแลนด์ สถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลจากจักรวรรดิรัสเซีย โดยเฉพาะรูปแบบนีโอคลาสสิกตามแบบเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คาร์ล ลุดวิก เองเกล ชาวเยอรมัน ทำหน้าที่เป็นสถาปนิกใหญ่ในโครงการสร้างเมืองใหม่นี้ ศูนย์กลางของแผนอยู่ที่จัตุรัสวุฒิสภา (Senaatintori; Senatstorgot) ซึ่งมีขนาดใหญ่รองรับคนได้หลายหมื่นคน สิ่งก่อสร้างสำคัญบริเวณจัตุรัสนี้คือมหาวิหาร (ในอดีตเรียกโบสถ์นิโคลัส) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจัตุรัส ทางทิศตะวันออกและตะวันตกเป็นทำเนียบรัฐบาลและอาคารหลักของมหาวิทยาลัยตามลำดับ อาคารสองหลังนี้มีขนาดใกล้เคียงกัน ทำเนียบรัฐบาลมีเสาหินแบบคอรินเธียน ในขณะที่อาคารมหาวิทยาลัยเป็นแบบไอออนิก สิ่งก่อสร้างทั้งสามนี้เป็นผลงานของเองเกล เช่นเดียวกับสิ่งก่อสร้างอีกหลายแห่ง อาคารที่มีชื่อเสียงของเองเกลอีกแห่งหนึ่งคือห้องสมุดมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการยกย่องในเรื่องความงดงาม อิทธิพลของรัสเซียอีกอย่างหนึ่งคือโบสถ์ออร์โธดอกซ์ ซึ่งแห่งที่สำคัญของเฮลซิงกิคือมหาวิหารอุสเปนสกี ก่อสร้างในช่วงปีพ.ศ. 2405-2411

เฮลซิงกิยังมีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตนูโว (
Jugenstil) โดยมีสถาปนิกคนสำคัญคือเอเลียล ซาริเนน ในช่วงแรกซาริเนนร่วมงานกับสถาปนิกอีกสองคนในบริษัท Gesellius, Lindgren & Saarinen ผลงานที่สำคัญในเฮลซิงกิคือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ออกแบบในปีพ.ศ. 2445 ผลงานสำคัญของซาริเนนอีกอย่างหนึ่งคือสถานีรถไฟกลางเฮลซิงกิ
อาคารรัฐสภา (
Eduskuntatalo) เป็นผลงานนีโอคลาสสิกชิ้นสำคัญของฟินแลนด์ยุคหลังประกาศเอกราช ออกแบบโดยโยฮัน ซิกฟริด ซิเรน ในปีพ.ศ. 2467 และสร้างเสร็จในปีพ.ศ. 2474 ภายหน้าอาคารเป็นเสาหินแบบคอรินเธียน 14 ต้น

สถาปัตยกรรมแบบประโยชน์นิยม (อังกฤษ:
 
functionalism) ได้รับความนิยมในฟินแลนด์ยุคใหม่ อัลวาร์ อาลโต เป็นสถาปนิกชาวฟินแลนด์ที่มีชื่อเสียงในด้านนี้ โดยมีสิ่งก่อสร้างในเฮลซิงกิคือหอฟินแลนเดีย
ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปยุโรป
ทิศเหนือติดนอร์เวย์
ทิศตะวันตกติดสวีเดน
ทิศตะวันออกติดรัสเซีย
ทิศใต้ ติดกับเอสโตเนีย 
โดยมีทะเลบอลติกกั้นอยู่

พื้นที่
338,145 ตารางกิโลเมตร
ภูมิประเทศ

ฟินแลนด์ เป็นประเทศที่มีทะเลสาบและเกาะเป็นจำนวนมาก โดยมีทะเลสาบถึง187,888 แห่ง (ที่มีเนื้อที่มากกว่า 500 ตารางเมตร) และมีเกาะถึง 179,584 เกาะ โดยทะเลสาบไซมา ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์ เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับห้าของยุโรป ภูมิประเทศทั่วไปของฟินแลนด์มีลักษณะเป็นที่ราบ ไม่มีภูเขามากนัก จุดสูงสุดของประเทศอยู่ที่ภูเขาฮัลติ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเขตแลปแลนด์ โดยมีความสูง 1,328 เมตร นอกจากทะเลสาบแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่ของฟินแลนด์ปกคลุมด้วยป่าสน และมีพื้นที่เพาะปลูกไม่มากนัก ฟินแลนด์มีเกาะที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ บริเวณหมู่เกาะโอลันด์ และตลอดแนวชายฝั่งทางใต้ในอ่าวฟินแลนด์ ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของโลกที่ยังคงมีขนาดใหญ่ขึ้น จากการยกตัวของแผ่นดินที่มีผลมาตั้งแต่ยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย


ภูมิอากาศ

ภูมิ อากาศทางตอนใต้ของฟินแลนด์เป็นแบบเขตอบอุ่น ทางตอนเหนือ โดยเฉพาะในเขตจังหวัดแลปแลนด์ มีภูมิอากาศแบบป่าสนหรือกึ่งอาร์กติก ซึ่งโดยทั่วไปจะหนาวเย็น มีฤดูหนาวที่รุนแรงในบางครั้ง และมีฤดูร้อนที่ค่อนข้างอบอุ่นโดยเปรียบเทียบ ฟินแลนด์ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมเพราะอยู่ใกล้มหาสมุทร แอตแลนติก ทำให้มีภูมิอากาศที่ค่อนข้างอบอุ่นเมื่อเปรียบเทียบกับละติจูดที่อยู่สูงมาก
เนื้อที่ ราวหนึ่งในสี่ของประเทศฟินแลนด์ตั้งอยู่เหนืออาร์กติกเซอร์เคิล ทำให้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืนได้ ในจุดที่เหนือที่สุดของฟินแลนด์ พระอาทิตย์ไม่ตกดินเป็นเวลา 73 วันในช่วงฤดูร้อน และไม่ขึ้นเลยเป็นเวลา 51 วันในช่วงฤดูหนาว



ประชากร
5.29 ล้านคน

เชื้อชาติ
Finnish 93.4% Swedish 5.7% Russian 0.4%

ภาษา

ใช้ภาษาราชการ 2 ภาษา คือ ภาษา Finnish และ ภาษา Swedish
ศาสนา
ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ (นิกาย Lutheran 84.2% นิกาย Orthodox 1%)

สกุลเงิน
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ฟินแลนด์ได้เปลี่ยนจากการใช้เงินสกุลฟินมาร์ก หรือMarkka -FIM มาเป็นเงินยูโร(euro)เช็คอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก
ระบบไฟฟ้า: 
ที่ประเทศฟินแลนด์มีระบบไฟฟ้าเป็นแบบ 230 โวลต์ ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่จะนำเครื่องใช้ไฟฟ้าไปด้วย จะต้องเตรียมเครื่องแปลงไฟฟ้า (Adapter) ไปด้วย

ระบบโทรศัพท์: 
รหัสโทรศัพท์ของประเทศฟินแลนด์คือ +358 ท่านสามารถโทรกลับเมืองไทยได้โดยการใช้บัตรโทรศัพท์ หรือ ใช้โทรศัพท์ของทางที่พักในฟินแลนด์ของท่านในการโทรออก ก็ได้เช่นกัน

วันชาติ
6 ธันวาคม

ระบบการเมือง
ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Constitutional Republic)

สหภาพยุโรป
ฟินแลนด์ ได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538และรับหน้าที่เป็นประธานสหภาพยุโรปครั้งแรกระหว่างเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม2542 และครั้งที่ 2 ระหว่างเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2549 โดยในช่วงเป็นประธานสหภาพยุโรป ฟินแลนด์ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเชีย-ยุโรป ระดับผู้นำครั้งที่ 6 (ASEM 6) ที่กรุงเฮลซิงกิ เมื่อวันที่ 10-11 กันยายน 2549

นโยบายต่างประเทศของฟินแลนด์

นับ ตั้งแต่ฟินแลนด์ได้รับเอกราชจนถึงก่อนสิ้นยุคสงครามเย็น การดำเนินโยบายต่างประเทศของฟินแลนด์จะดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลทาง ด้านที่ตั้งและภูมิรัฐศาสตร์(geopolitics) ของประเทศเป็นสำคัญ เนื่องจากฟินแลนด์ตั้งอยู่ระหว่างกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกและรัสเซีย ซึ่งฟินแลนด์มีพรมแดนติดต่อกับรัสเซียเป็ระยะทางยางถึง 1,270 กิโลเมตร (800 ไมล์)สภาวะทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวมีผลให้ฟินแลนด์จำเป็นต้องดำเนินนโยบายต่าง ประเทศเป็นกลางอย่างเคร่งครัด (neutrality) เนื่องจาก ฟินแลนด์ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและมีขีดความสามารถป้องกันตนเอง จำกัด ฟินแลนด์จึงไม่ต้องการเป็นยุทธภูมิของการสู้รบระหว่างฝ่ายตะวันตกกับฝ่าย ตะวันออก และไม่ต้องการให้มีการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ของโลกโดยวิธีทางการทหารและไม่ประสงค์นำประเทศเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้ง ระหว่างประเทศ ดังนั้น นโยบายความเป็นกลางจึงเป็นแนวทางในการปกป้องเอกราชของฟินแลนด์ในช่วงเวลาดัง กล่าว บทบาทของฟินแลนด์ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศเริ่มเด่นชัดขึ้นภายหลังการ สิ้นสุดยุคสงครามเย็น โดยนโยบายความเป็นกลางของฟินแลนด์ได้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เป็นการปรับนโยบายให้เข้ากับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง คือ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และระบบเศรษฐกิจเสรี ฟินแลนด์ได้พยายามเสริมสร้างบทบาทของตนเองให้มีความสำคัญมากขึ้นในเวที ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรป ซึ่งฟินแลนด์ต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบความมั่นคงในรูปแบบใหม่ของ ยุโรป ที่พยายามรวมตัวกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจการเมือง และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคม เชื้อชาติ และภัยคุกคามต่าง ๆ ร่วมกัน โดยไม่ใช้ความรุนแรงซึ่งเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ระยะยาวในด้าน ความมั่นคงของฟินแลนด์เองที่จะทำให้ภูมิภาคยุโรปไม่กลับคืนไปสู่สภาวะแห่ง การแบ่งแยกออกเป็นเขตผลประโยชน์ และเขตอำนาจต่าง ๆ ดังเช่นที่อดีตผ่านมา


อาหารท้องถิ่น:
เมื่อไปฟินแลนด์ จะต้องลองไปชิมอาหารพื้นเมืองขนานแท้ของประเทศเขากันให้ได้ ได้แก่ เนื้อกวางเรนเดียร์ปรุงอาหารในแบบต่างๆ หรือจะเป็น พายคาเรเลีย(Karjalanpiirakka) ก็แสนจะอร่อย ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเขตคาเรเลียทางตะวันออกของฟินแลนด์ ทั้งหมดนี้ ท่านจะหาทานได้จากร้านอาหารตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ หรือภัตตาคารของโรงแรม ใน ฟินแลนด์ ที่ท่านเข้าพักได้ 


แหล่งช้อปปิ้ง:
สถานที่ช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงของเมืองเฮลซิงกิ คือ Rautarientori Road เป็นที่ที่นักช้อปตัวจริงไม่ควรพลาด เพราะมีทั้งห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆมากมาย ซึ่งห้างที่ใหญ่ที่สุดของถนนสายนี้ชื่อว่า Stockmann นอกจากนั้น อย่าลืมแวะซื้อของฝากจากชาวแลปป์ อาทิ หนังกวางเรนเดียร์ และผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากกวาง ตลอดจนสินค้าพื้นเมืองของฟินแลนด์กันด้วย

สถานที่ท่องเที่ยว 
น้ำพุธิดาแห่งทะเลบอลติก
    เฮลซิงกิ ถึงจะเป็นเมืองหลวงแต่ก็ไม่ได้มีขนาดพื้นที่ของเมืองใหญ่โตมากมายนัก กลับเป็นเมืองขนาดกะทัดรัดที่มีเสน่ห์ มีชีวิตชีวาน่าเที่ยวชม ผู้คนมีอัธยาศัยมิตรไมตรีที่ดีงาม การเดินทางภายในเมืองสะดวกสบายและยังเป็นจุดผ่านไปยังเมืองของประเทศอื่นๆ ได้ง่ายด้วย ซึ่งการเที่ยวเฮลซิงกินั้นใช้เวลาไม่มากก็สามารถเที่ยวได้ทั่วเมือง ซึ่งภายในเมืองมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและน่าสนใจให้เที่ยวชมมาก มาย อย่างที่จะขอพาไปเที่ยวกันก็มีอยู่หลายสถานที่ด้วยกัน
     
       เอาเป็นว่าตามมาเที่ยวกันเลยดีกว่า โดยสถานที่แรกขอพามาเที่ยวที่ น้ำพุธิดาแห่งทะเลบอลติก” (Havis Amanda) ถือว่าน้ำพุแห่งนี้เป็นสัญลักษ์ของเมืองเฮลซิงกิ และเป็นที่มาของฉายานาม ธิดาแห่งทะเลบอลติกด้วย ซึ่งน้ำพุนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1908 และได้รับการออกแบบโดย นายวิลเลย์วาเกน โดยได้ทำการปั้นรูปปั้นสาวงามว่าให้นางเป็นตัวแทนของเฮลซิงกิ ส่วนบอลติกก็คือคาบสมุทรเมืองนี้ตั้งอยู่นั่นเอง
     
       นอกจากน้ำพุแห่งนี้จะเป็นที่นิยมของการมาถ่ายรูปคู่ด้วยแล้ว ก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับน้ำพุแห่งนี้ด้วยว่า สาวงามผู้นี้ยังเป็นตัวแทนเสี่ยงทายสำหรับนักเรียนและนักศึกษา ที่ว่ากันว่าว่าหากใครสามารถโยนหมวกขึ้นไปสวมบนศรีษะของสาวงามได้ ก็จะมีอนาคตทางหน้าที่การงานที่เจริญก้าวหน้า


 เซเนท สแควร์ (Senate Squre) 

จตุรัสกลางเมืองที่ใช้จัดกิจกรรมใหญ่ ๆ กลางจตุรัสมีอนุสาวรีย์พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ที่ 2 ประดิษฐานอยู่ ถัดไปด้านบนเป็น โบสถ์เฮลซิงกิ เด่นตระหง่านตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมรัสเซีย เนื่องจากถูกปกครองด้วยรัสเซียมานานถึง 100 ปี เดินทะลุตรงจากหน้าจัตุรัสลงมาไม่กี่อึดใจก็จะถึง มาร์เก็ต สแควร์





โบสถ์เทมเปลิโอคิโอ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม โบสถ์หิน (Rock Church) 

แต่เดิมเป็นภูหินแกรนิตใหญ่ที่ตั้งเกะกะอยู่กลางเมือง เกือบจะถูกระเบิดทิ้งอยู่รอมร่อ โชคดีที่มีการระดมความเห็นเสนอให้ก่อสร้างเป็นโบสถ์ จนกลายเป็นสถานที่ขึ้นชื่อมาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่มักจะเดินทางมาประกอบพิธีสมรสกันที่นี่ อาจจะเป็นเพราะลักษณะโบสถ์แห่งนี้เก๋ไก๋ด้วยดีไซน์ ผนังเป็นหินแกรนิต ด้านบนระบายโปร่งให้แสงเข้า หลังคาประดับด้วยลวดทองแดงหนา 1 นิ้ว นำมาขดเป็นวงกลมใหญ่ดูแปลกตา แต่ชวนให้หวาดเสียวไม่ได้สำหรับพวกที่ชอบสาบานให้ฟ้าผ่า
 
 



โรงแรมที่พัก


Holiday Inn Helsinki




Hotel Fabian





ที่มา

http://www.meesara.com/?p=696
http://mermaid.panphuket.com/content/สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเฮลซิงกิ

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สถานที่ท่องเที่ยวในยุโรป

พระราชวังบัคคิงแฮม (Buckingham Palace) เดิมชื่อ คฤหาสน์บัคคิงแฮม เป็นพระราชวังที่เป็นที่ประทับเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอนในสหราชอาณาจักรเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับการเลี้ยงรับรองของรัฐและยังเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวสำคัญที่หนึ่งของกรุงลอนดอน และยังเป็นที่รวมพลังใจทั้งในการฉลองและในยามคับขันของชาวอังกฤษ
สิ่งก่อสร้างเดิมเป็นคฤหาสน์ที่สร้างสำหรับจอห์น เชฟฟิลด์ ยุคแห่งบัคคิงแฮมในปี ค.ศ. 1703 ในปี ค.ศ. 1761 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3ทรงซื้อจากดยุคแห่งบัคคิงแฮมเพื่อเป็นพระราชฐานส่วนพระองค์ ที่รู้จักกันในชื่อวังพระราชินี” (The Queen's House) ระยะ 75 ปีต่อมาเป็นเวลาที่มีการขยายต่อเติมพระราชวังโดยสถาปนิกจอห์น แนช (John Nash) และ เอ็ดเวิร์ด บลอร์ (Edward Blore) เป็นสามปีรอบลานกลาง
เป็นพระราชฐานที่ประทับอย่างเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียขึ้นครองราชย์เมื่อปี ค.ศ. 1837 การต่อเติมครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายทำในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งรวมทั้งด้านหน้าที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน บางครั้งพระราชวังบัคคิงแฮมก็เรียกกันเล่นๆ ว่า บัคเฮาส์
ภายในพระราชวังยังมีสวนที่ได้รับการตกแต่งอย่างดี เหมาะแก่การเดินชมวิวเป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญ คือ การผลัดเปลี่ยนเวร(Changing the Guard) การผลัดเปลี่ยนเวรจะมีขึ้นที่บริเวณ พระราชวังบักกิ้งแฮม โดยจะเริ่มแสดงเวลา 11.30 น . และจะใช้เวลาแสดงทั้งหมด 40 นาที แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ในวันที่มีเหตุการณ์สำคัญของเมือง หรือการผลัดเปลี่ยนเวรอาจจะงดได้ในวันที่ฝนตก

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เทพเจ้าในยุคกรีก - โรมันที่ชื่นชอบ

แอฟรอไดที (อังกฤษ: Aphrodite ละติน: Venus) เป็นเทพเจ้ากรีกแห่งความรัก, ความปรารถนา, และความงาม ชื่ออื่นๆ ที่เรียก ไคพริส” (Kypris) “ไซธีเรีย (Cytherea) ตามชื่อสถานที่ ไซปรัส และ ไซธีราซึ่งเชื่อว่าเป็นที่เกิดของอาโฟร์ไดร์ทิ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของอาโฟร์ไดร์ทิได้แก่ต้นเมอร์เติล (Myrtle), นกพิราบ, นกกระจอก และ หงส์  เทพีแอฟรอไดทีทิเทียบได้กับเทพีวีนัส ในตำนานเทพเจ้าโรมัน
แอฟรอไดทีทรงเป็นเทพธิดาแห่งความรักและความงาม ทั้งความรักที่บริสุทธิ์ และความรักที่เต็มไปด้วยตัณหา และความริษยา ทรงครอบครองสายคาดวิเศษที่สามารถมัดใจเทพและชายทุกคนได้ในทันที ทรงเป็นผู้ให้พรเพื่อให้ผู้มีความรักสมหวัง ในขณะเดียวกันก็ทรงสามารถที่จะทำลายความรักของผู้ที่พระนางไม่พอใจได้ในทันทีการกำเนิดของแอฟรอไดทีมีอยู่ 2 ความเชื่อ ความเชื่อแรกนั้นเชื่อว่าแอฟรอไดทีถือกำเนิดขึ้นจากฟองน้ำในมหาสมุทร และความชื่อที่สองเชื่อว่าแอฟรอไดทีเป็นบุตรีของซุสกับนางไดโอนี
คำว่า อะฟรอส ในชื่อของแอฟรอไดที หมายถึงฟองน้ำทะเล และคำว่าแอฟรอไดที ก็หมายถึง เกิดขึ้นจากฟองน้ำทะเล
เชื่อกันว่าเมื่อครั้งที่โครนอสทำการโค่นอำนาจจากยูเรนัส โครนอสได้โยนบิดาของตนเองลงในมหาสมุทร ทำให้เกิดฟองน้ำที่มีเด็กหญิงอยู่ภายในขึ้น และหลังจากเด็กหญิงผู้นั้นเติบโต เธอก็ลอยมาติดฝั่งพาฟอส ของไซปรัส โดยมีเปลือกหอยเป็นพาหนะ
อีกความเชื่อหนึ่ง เชื่อว่าแอฟรอไดทีเป็นบุตรของซุส และไดโอนีแห่งเกาะดอโดน่า และว่าไดโอนีคือมเหสีองค์แรกของซูสก่อนที่จะสมรสกับเทพีเฮรา
เทพีแอฟรอไดทีเป็นหนึ่งในเทพีที่เลื่องชื่อด้านความสัมพันธ์เชิงชู้สาวมาก พระนางได้รับบัญชาจากซุสให้สมรสกับเทพเฮเฟตัสผู้อัปลักษณ์และพิการ ซึ่งเป็นบุตรชายของซุสกับเฮรา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเทพและเทพีทั้งสองกลับไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น เทพีแอฟรอไดทีทรงมีความสัมพันธ์กับเทพและชายหนุ่มมากมายที่ไม่ใช่สวามีของตนเอง จนเกิดเรื่องราวนับไม่ถ้วน
หนึ่งในชู้รักของเทพีแอฟรอไดทีทีคือเทพแอรีส เทพแห่งสงครามผู้เป็นบุตรชายอีกองค์ของซุสและเฮรา เทพเฮเฟตัสได้ดัดหลังทั้งคู่ด้วยการวางกับดักตาข่ายไว้ที่เตียงนอน เมื่อถึงเวลาเช้าที่แอรีสจะหลบออกไปจากห้องบรรทมของแอฟรอไดที ทั้งเทพแอรีสและเทพีแอฟรอไดทีจึงรู้ตัวว่าติดกับดัก และต้องทนอับอายต่อการที่ถูกเทพทั้งมวลมองดูร่างเปลือยเปล่าของทั้งคู่อยู่เป็นเวลานาน  นอกจากแอรีสแล้ว แอฟรอไดทียังมีชายชู้อีกหลายคนรวมถึง อะโดนิส และเฮอร์มีสด้วย
แอฟรอไดทีมีบุตรกับแอรีส 3 องค์ คือ
1.             อีรอส หรือ คิวปิด ผู้เป็นกามเทพ
2.             แอนติรอส ผู้เป็นเทพแห่งรักที่ไม่สมหวัง การรักตอบ และเป็นผู้ลงโทษผู้ที่ดูถูกความรัก
3.             ฮาร์โมเนีย หรือ เฮอร์ไมโอนี่ ผู้เป็นเทพีแห่งความปรองดอง
บุตรของแอฟรอไดทีกับเฮอร์มีส มี 1 องค์ คือ เฮอร์มาโฟรไดตุส ซึ่งเป็นเทพผู้คุ้มครองเพศที่ 3
นอกจากนี้แอฟรอไดทียังมีบุตรเจ้าชายแอนคีซีสแห่งโทรจันซึ่งเป็นมนุษย์ 1 คน คือ อีเนียส ผู้เป็นกำลังสำคัญในสงครามแห่งทรอย
แอฟรอไดทีเป็นเทพีที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนาน เรื่องเล่า และมหากาพย์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมหากาพย์โอดิสซีย์ และอีเลียด ตำนานดอกกุหลาบ ตำนานดอกนาซิสซา ฯลฯ
ในมหากาพย์อีเลียด ของโฮเมอร์ แอฟรอไดทีเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสงครามแห่งทรอย นางได้ทำให้ปารีสหลงรักเฮเลน ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกซึ่งเป็นมเหสีของกษัตริย์เมเนลาอุส ทำให้ชาวกรีกทั้งหลายมุ่งหน้าไปยังทรอยเพื่อชิงตัวเฮเลนคืนมา
ส่วนใหญ่แล้วกวีจะมอบบทบาทของหญิงสาวขี้อิจฉาที่ไร้เหตุผลให้กับแอฟรอไดที นางเป็นผู้ลบปัญหาออกจากสมองของนักปราชญ์ บันดาลให้เกิดความรักที่บ้าคลั่งและเป็นไปไม่ได้ นำความทุกข์ใหญ่หลวงมาสู่คู่รักที่นางไม่โปรดปราน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ อีรอส ลูกชายของนางกับไซคี
อย่างไรก็ตามในมหากาพย์อีเลียด ของโฮเมอร์ เทพีแอฟรอไดทีเป็นเทพีที่อ่อนแอและนุ่มนวล ซึ่งไม่สามารถทนดูบุตรอานิอัสบุตรชายของตนถูกฆ่าตายในสงครามแห่งทรอยได้ จนไปขอความช่วยเหลือจากซุสเพื่อให้ซุสให้พรกับบุตรชายของนาง ซึ่งซุสก็ได้ให้พรให้อานิอัสได้เป็นบิดาของชนชาติที่จะครองโลก ซึ่งก็คือชนชาวอิตาเลี่ยน

สถานที่ท่องเที่ยวในอียิปต์



วิหารลักซอร์ (Luxor Temple)วิหารลักซอร์สร้างโดยฟาโรห์อเมโนฟิสที่3 พระองค์ทรงสร้างวิหารแห่งนี้พร้อมกับการบูรณะต่อเติมวิหารคาร์นักไปด้วย หากนับวิหารถึงปัจจุบันจะมีอายุรวม 3,400 ปี วิหารได้รับการปฏิสังขรณ์สานต่อจากฟาโรห์องค์ต่อมาหลายพระองค์ แต่ที่เด่นที่สุดจนวิหารแห่งนี้ดูสมบูรณ์แบบสวยงามนั้นเป็นฝีมือของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ที่นี่เปรียบเหมือนบ้านหลังที่สองเพื่อการพักผ่อนของเทพอะมอนราและครอบครัวคือเทวีมัตและเทพคอนส์หรือคอนชู หน้าวิหารมีเสาโอเบลิสก์ตั้งโดดเด่น 1 ต้น เป็นสัญลักษณ์ควบคู่วิหารแห่งนี้ให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง เข็มแข็ง มั่นคง มีความหมายถึงชีวิต ความสว่างและความรุ่งโรจน์ ปกติแล้วมักจะนิยมวางเสานี้เป็นคู่ แต่ปัจจุบันอีกต้นถูกนำไปตั้งไว้ที่ปลาซเดอลาคองคอร์ด กลางกรุงปารีส เพื่อเป็นของขวัญแก่ประเทศฝรั่งเศสในสมัยของโมฮาเหม็ด อาลี ดาชา (Mohamed Ali Dasha) เมื่อปี ค.ศ. 1819 ประตูทางเข้าสู่วิหารมีรูปสลักลอยตัวของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ประทับนั่งทั้งสองข้าง หลังกำแพงเป็นห้อง Great Court ของรามเสสที่ 2 มีห้องบูชาเทพอะมอนราและครอบครัว และถูกประดับด้วยเสาคู่เรียงราย  เดิมทีบริเวณนี้ถูกทิ้งร้างและมีดินทรายทับถมมานานหลายศตวรรษ ผู้คนไม่ได้ให้ความสำคัญ จึงมีชาวมุสลิมเข้ามาอยู่อาศัยหุงหาอาหารก่อไฟในห้องหับของวิหาร ก่อให้เกิดเขม่าดำบนเพดานของวิหาร ต่อมาได้มีการสร้างมัสยิดทับอยู่ด้านบนด้วยความไม่รู้ว่าข้างล่างคือเขตวิหาร จนกระทั้งในปี ค.ศ. 1885 จึงได้มีการเคลื่อนย้ายคนออกไป แต่มัสยิดนั้นย้ายไม่ได้จนถึงถึงปัจจุบันนี้
วิหารคาร์นัก (Great Temple of Karnak) : มหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดของอียิปต์
 มหาวิหารคาร์นัก ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองลักซอร์ 3 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพเจ้าอะมอนรา (สุริยะเทพ) และเพื่อเป็นสถานที่จัดพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่อของอียิปต์โบราณ  คาร์นักเป็นชื่อหมู่บ้านของเทพอะมอน เดิมชื่อเมืองวาเซ็ต แล้วต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นนครธีบส์ เป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรไอยคุปต์มาตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 11 จนถึงราชวงศ์ที่ 21 รวมเวลานับ 1,000 ปี (2120-1085 ปีก่อนคริสตกาล) และกลับมาเป็นเมืองหลวงอีกครั้งเป็นเวลา 50 ปี ในราชวงศ์ที่ 25 (716-666 ปีก่อนคริศตกาล)
วิหารคาร์นักสร้างโดยฟาโรห์เซซอสตริสที่1 ( Sesostris I ) และอีกหลายพระองค์ต่อมา ซึ่งอยู่ในสมัยยุคกลาง หลักฐานเก่าแก่ที่สุดอยู่ในหมู่วิหารของเทพอะมอนรา คือห้องบูชาและห้องแท่นบูชาเรือศักดิ์สิทธิ์ของเทพอะมอนรา ที่สร้างโดยฟาโรห์เซซอสตริสที่ 1 (Sesostris I) ต่อมาได้รับการต่อเติมปฏิสังขรณ์ขยายอาณาเขตออกไปเรื่อยๆทุกยุค วิหารแห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมความเชื่อความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของชาวอียิปต์โบราณ เทพเจ้าอะมอนราก็เป็นสุริยะเทพอันยิ่งใหญ่และเป็นเทพประจำเมืองนี้มาโดยตลอด
ช่วงราชวงศ์ที่ 18 - 20 มีการบูรณะวิหารแห่งนี้มากที่สุด และบูรณะต่อเนื่องมาจนถึงยุคโรมันเข้ามาครอบครอง จนกระทั้งกลายเป็นวิหารที่มีอาคารมากมายกว้างขวางและใหญ่โตที่สุดในโลก วิหารคาร์นักแบ่งได้ 3 ส่วน คือ วิหารเทพอะมอนรา อยู่ตรงกลาง ประกอบด้วยหมู่สถาปัตตยกรรมของเหล่าฟาโรห์หลายยุค ส่วนที่สองอยู่ทางทิศเหนือ คือวิหารเทพมอนตู (Montu) เทพองค์นี้เคยเป็นเทพประจำถิ่นนี้มาก่อนเป็นสัญลักษณ์แห่งการรบของฟาโรห์และเทวีมะอัต(Maat) ส่วนที่สามคือ วิหารเทวีมัต (Mut) ทางด้านใต้ของวิหารอะมอนรา มีทางเชื่อมต่อถึงกันสองข้างทางประกอบด้วยสฟิงซ์กัวแกะนั่งเฝ้าตลอดทาง ด้วย สองข้างทางเข้าสู่กำแพงชั้นที่ 1 ประดับด้วยสฟิงซ์หัวแกะ ส่วนต้นทางมีเสาโอเบลิสก์ขนาดเล็กของฟาโรห์เซติที่ 2 ฟาโรห์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ที่ 19 ตั้งอยู่ ความหมายของเสาโอเบลิสก์ก็คือชีวิตรุ่งโรจน์และความสว่าง เพื่อบูชาสรรเสริญเทพเจ้ารา ก่อนเข้ากำแพงชั้นที่ 2 มีรูปสลักของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ยืนเฝ้าสองข้าง และมีเสาขนาดมหึมาใหญ่กว่าทุกที่ในอียิปต์ แกะสกัดจากหินทรายเป็นท่อนต่อกัน รอบเสาประกอบด้วยภาพแกะสลัก เป็นรูปภารกิจของฟาโรห์ทั้งเรื่องศาสนาและเรื่องสงคราม ระหว่างกำแพงชั้นที่ 3 และชันที่ 4 เรียกว่าเซ็นทรัลคอร์ต (Central Court) เป็นของตระกูลธุตโมซิสแห่งราชวงศ์ที่ 18 คือธุสโมซิสที่ 1 ผู้พ่อ ธุสโมซิสที่ 2 ผู้ลูก และธุสโมซิสที่ 3 ผู้หลาน ได้สร้างเสาโอเบลิสก์ตั้งไว้บริเวณนี้ 4 ต้น แต่ปัจจุบันเหลือแค่ต้นเดียว เป็นของธุสโมซิสที่ 1 สร้างด้วยหินแกรนิตสีชมพูที่เอามาจากเมืองอัสวาน (Aswan) ระหว่างกำแพงชั้นที่ 5 และชั้นที่ 6 ก็ยังเป็นผลงานของตระกูลธุสโมซิส มีเสาแท่งสี่เหลี่ยมตั้งคู่ ทำด้วยหินแกรนิตสีชมพูและแกะสลักอย่างประณีต นับว่าเป็นสุดยอดงานฝีมือแกะสลักของช่างสมัยนั้น และเป็นสัญลักษณ์ของสองอาณาจักรที่ฟาโรห์แห่งราชวงศ์นี้ปกครองอยู่คือ เสารูปดอกปาปิรัสอันหมายถึงอาณาจักรล่าง (Lower Egypt) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนอีกเสาวางคู่กันแต่อยู่ทางทิศใต้ถูกสลักเป็นรูปดอกลินลี่ (Lily) ที่สวยงามหมายถึงอาณาจักบน (Upper Egypt) บริเวณที่หัวมุมของสระน้ำใกล้กับซากเสาโอเบลิสก์ มีอนุสาวรีย์รูปแมลงตัวสแค-รับ (Scarab) ซึ่งเป็นแมลงนำโชค หากจะอธิฐานขอพรในสิ่งที่ดีๆ ให้ดินวนถึง 7 รอบ ตัวแมลงที่ว่าคือลักษณะคล้ายตัวปีกแข็ง แม้ว่ามันจะอยู่ตามใต้ก้อนหินหรือท่อนไม้นานๆ ก็ไม่ตาย ซึ่งหมายถึงการมีอายุยืน ชาวอียิปต์โบราณจึงใช้เครื่องรางหมายถึงการมีอายุยืนเป็นเครื่องรางที่เทียบเท่ากับเทพเจ้าเคปริ (Khephri)